Airline News  
  ‘ A380 ’ ส่อแววร่วงตั้งแต่ยังไม่เริ่ม  
     
 

นับเป็นการประกาศข่าวร้ายครั้งที่ 3 ของแอร์บัส ผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ของโลกจากฝั่งยุโรป เกี่ยวกับการส่งมอบเครื่องบิน “เอ380” ที่จากเดิมหมายมั่นปั้นมือจะเริ่มส่งมอบ 2ลำแรกให้ได้ภายในปีนี้ ทว่า เนื่องจากติดขัดปัญหาด้านการผลิต ส่งผลให้การส่งมอบเครื่องบินซูเปอร์จัมโบ้รุ่นนี้ ต้องเจอโรคเลื่อนออกไปอีก 6-7 เดือน อย่างเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนี้ บริษัทการป้องกันทางอากาศและอวกาศแห่งยุโรป (อีเอดีเอส) บริษัทแม่ของแอร์บัส ยังแจ้งข่าวร้ายต่ออีกว่าในปีหน้าจะสามารถทำการส่งมอบเครื่องบินรุ่นเอ380 ได้เพียงแค่ 9ลำเท่านั้น
เสียงบ่นปนความไม่พอใจของเหล่าลูกค้าแอร์บัส ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสายการบินชื่อดังจากทั่วทุกมุมโลก เกิดขึ้นทันที หลังจากได้รับทราบข่าวดังกล่าว สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส สายการบินชื่อดังจากสิงคโปร์ซึ่งวาดหวังจะเป็นรายแรกที่ให้บริการด้วยเครื่องเอ380 ถึงกลับแสดงอาการผิดหวังกับข่าวร้ายที่เกิดขึ้น และเตรียมเปิดเจรจากับแอร์บัสเกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนี้

“เรารู้สึกผิดหวังกับข่าวเลื่อนการส่งมอบเครื่องบินเอ380 ออกไป อย่างไรก็ดี สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส ก็เตรียมหารือถึงความเป็นไปได้ที่แอร์บัสจะส่งมอบเอ380 ได้เร็วกว่ากำหนด รวมถึงผลกระทบที่เกิดจากการล่าช้าครั้งนี้”

สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส ระบุในแถลงการณ์พร้อมย้ำว่า ประเด็นเรื่องค่าเสียหาย ถือเป็นประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่สายการบินจำเป็นต้องเจรจากับแอร์บัส และเพื่อให้บทเรียนแก่ความล่าช้าที่เกิดขึ้น สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส ตัดสินใจสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้งรุ่น 787 จำนวน 20 ลำ มูลค่ากว่า 4.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.73 แสนล้านบาท) ทันที

ไม่เพียงเท่านั้น สายการบิน เอมิเรตส์ จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งเป็นล฿กค้ารายใหญ่ที่สั่งซื้อมากสุดถึง 45ลำ และแควนตัสแอร์เวย์ส สายการบินออสเตรเลีย ก็เตรียมจ่อคิวถกกับแอร์บัสเพื่อหารือถึงค่าเสียหายที่ทั้งสองสายการบินควรได้รับ หลังจากต้องได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากการส่งมอบเครื่องบินล่าช้า ขณะที่ มาเลเซีย แอร์ไลน์ส ก็เริ่มหนาวๆร้อนๆกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนครั้งนี้ ทำให้เตรียมทบทวนข้อตกลงสั่งซื้อเครื่องบินเอ380 อย่างเร่งด่วน สวนทางกับ การบินไทย ที่ประกาศว่า ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ข่าวร้ายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ใช่ว่าจะพ่นพิษเพียงแค่ลูกค้า ทว่า แอร์บัสและอีเอดีเอส ซึ่งถือเป็นต้นตอของความล่าช้า ต่างก็ได้รับผลพวงที่เกิดขึ้นไปอย่างเต็มๆ โดยวานนี้ราคาหุ้นของอีเอดีเอสดิ่งกว่า 19% มาปิดที่ 20.59 ยูโรต่อหุ้น ระหว่างการซื้อขายที่ตลาดหุ้นปารีสในฝรั่งเศส และล่าสุด อีเอดีเอส ได้แย้มคาดการณ์ผลกำไรในการดำเนินงานช่วงปี 2550-2553 ว่า จะลดลงกว่า 500ล้านยูโร (ราว 2.41 หมื่นล้านบาท) ต่อปีเลยทีเดียว

แค่นั้นยังไม่พอ แม้ว่าการสั่งจองเครื่องบินซูเปอร์จัมโบของแอร์บัสในปัจจุบันจะมีมากถึง 159ลำ ทว่า ยอดดังกล่าวยังไม่สามารถหักลบกลบต้นทุนมูลค่ามหาศาลที่บริษัทลงทุนไปกับการศึกษาและพัฒนาเครื่องบินรุ่นนี้ได้ ซึ่งแน่นอนว่าแอร์บัสต้องสวมบทเจ๊ดันให้มากขึ้นเพื่อเร่งทำยอดเอ380 ให้เพิ่มขึ้นตามเป้าเพื่อกวาดกำไรตามที่หวัง

ทว่า หนทางข้างหน้าของแอร์บัสใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เพราะในปัจจุบัน”เทรนด์”ของอุตสาหกรรมการบินโลกได้เปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยต้องการใช้เครื่องลำใหญ่เพื่อขนส่งผู้โดยสารคราวละมากๆจากฮับการบินแห่งหนึ่งไปอีกแห่งหนึ่ง มาเป็นการเน้นบรรทุกผู้โดยสารจำนวนพอดี แต่เน้นเพิ่มเที่ยวบินให้ถี่ขึ้น โดยวิธีนี้เชื่อว่าจะสร้างรายได้ให้กับสายการบินได้มากกว่าเดิม นอกจากนี้ ใช่ว่าสนามบินทั่วโลกทุกแห่งจะสามารถรองรับเอ380ได้

จากเทรนด์ที่เปลี่ยนไปนี้ ย่อมเอื้อประโยชน์อย่างมากแก่เครื่องรุ่น 747-8 ของโบอิ้ง คู่แข่งจากสหรัฐ โดยหลายฝ่ายเชื่อว่า ในอนาคต 747-8 ซึ่งบรรทุกผู้โดยสารได้ 400 ที่นั่งและประหยัดพลังงานนั้น จะสามารถตอบสนองความต้องการของสายการบินทั่วโลก ได้ดีกว่า ซูเปอร์จัมโบ้ “เอ380 “ แน่นอน

 

จาก โพสต์ทูเดย์ (15 มิ.ย. 49)
 
 
     
 
 
Faahsai.com
School of language and airline business "We Fulfill Your Dream"
สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย @2006 ฟ้าใส : โรงเรียนภาษาและธุรกิจการบิน