มีคนเคยบอกว่า ยิ่งเราโตขึ้น เพื่อนก็ยิ่งน้อยลง และหากให้ลองนับเพื่อนที่เรียกได้ว่าเป็น เพื่อนแท้ จริงๆใครมีเกิน 1 คนก็ถือว่า โชคดีสุดๆ
ในสหรัฐมีการทำสำรวจจำนวนเพื่อนสนิทหรือเพื่อนแท้ในยามที่สังคมเปลี่ยนแปลงไป โดยมุ่งเจาะกลุ่มคนที่เกิดตั้งแต่ปี 2515 ซึ่งมาถึงตอนนี้อายุก็ขึ้นหลัก 3 แล้ว จำนวน 1,500 คนเกือบ 400 คน บอกว่า ไม่มีเพื่อนสนิทที่สามารถพูดคุยหรือปรับทุกข์ได้เลยแม้แต่คนเดียว ขณะที่อีกส่วนหนึ่งยอมรับว่ามีเพื่อนน้อยและหากมีปัญหาอะไรก็จะปรึกษาคนในครอบครัวมากกว่า
ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ แต่เป็นการเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง ลินน์ สมิธ เลิฟวิน อาจารย์จากมหาวิทยาลัยดุ๊ก ในสหรัฐ ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมสำรวจครั้งนี้ กล่าว
การสอบถามอเมริกันชน 1,500 คน ข้างต้น ยังพบข้อน่าสังเกตว่า จำนวนเพื่อนสนิทของแต่ละคนลดลงอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ปี 2528 ซึ่งเท่ากับว่า ระยะ 20 ปีหลังมานี้ อเมริกันชนเหล่านี้ต้องอยู่แบบไร้เพื่อน แต่หากย้อนเวลากลับไปก่อนหน้าปี 2528 คนเหล่านี้จะมีเพื่อนสนิทถึง 4-5 คน เป็นเพื่อนที่ไปมาหาสู่และทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันเสมอ โดยมีปัจจัยหลักจากสภาพสังคมในชุมชนที่มีความใกล้ชิด อีกทั้งเพื่อนบ้านมีน้ำใจโอบอ้อมอารีต่อกัน
การมีเพื่อนสนิทนอกจากจะช่วยแบ่งปันความสุขและแบ่งเบาความทุกข์แล้ว การสำรวจยังพบว่าสังคมโดยรวมจะปลอดภัยและมีการพัฒนามากยิ่งขึ้นจากเครือข่ายเพื่อนที่โยงใยกัน
แม้การสำรวจครั้งนี้จะไม่ได้ถามถึงสาเหตุที่เพื่อนลดลง แต่ทีมงานได้ประเมินเอาว่า น่าจะเป็นเพราะสังคมอเมริกันที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แต่ละคนมีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น แต่งงานช้าลง มีลูกน้อย เดินทางบ่อย ทำให้การปฏิสัมพันธ์หรือติดต่อกับเพื่อนที่เคยสนิทกันน้อยลงไปด้วย
นอกจากนี้ ยังมีข้อบ่งชี้ว่าความสัมพันธ์ทางสังคมของคนผิวสีและคนผิวขาวยังแตกต่างกันด้วย โดยคนผิวสีและคนที่ได้รับการศึกษาน้อยมักจะมีเครือข่ายเพื่อนน้อยกว่าคนผิวขาวหรือคนที่มีการศึกษาดี เครือข่ายเพื่อนที่แตกต่างกันระหว่างคน 2 กลุ่ม แสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนเมื่อคนเหล่านี้ต้องเผชิญเหตุฉุกเฉินหรือภัยธรรมชาติอย่างเฮอริเคน คนที่มีเพื่อนน้อยไม่รู้ว่าจะโทร.หาใครเพื่อขอความช่วยเหลือหรือขอคำแนะนำในยามที่เดือดร้อน
คุณอาจหาเพื่อนได้ด้วยการแลกที่อยู่อีเมล หรืออาจแค่ขออาศัยติดรถไปด้วย เพื่อนมีอยู่ในทุกๆที่ อยู่ที่ว่าคุณแบ่งเวลาเรื่องส่วนตัวและเรื่องงานได้ดีแค่ไหน และคุณต้องการเพื่อนหรือไม่ เท่านั้นเอง สมิธ เลิฟวิน บอก
|