Beauty & health Guru  
  สวดมนต์เพื่อสุขภาพ (ที่ดี)  
     
 

เรื่อง : วรธาร ทัดแก้ว

การมีสุขภาพดีเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา ถ้าใครมีสุขภาพดีทั้งกายและใจ ย่อมถือเป็นลาภอันประเสริฐ เพราะน้อยนักหรือแทบไม่มีเลยก็ว่าได้ที่ตลอดชีวิตของคนจะไม่ถูกโรคภัยเบียดเบียน เมื่อเป็นเช่นนี้ คนเราจึงต้องหาทางป้องกันไม่ให้โรคต่างๆ เกิดขึ้น หรือหากเกิดขึ้นแล้วก็ต้องหาวิธีรักษาให้หาย ไม่ปล่อยให้โรคเรื้อรังลุกลามบานปลายจนเอาไม่อยู่

การรักษาสุขภาพทั้งกายและใจจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคน ใครที่ดูแลสุขภาพของตนดี โอกาสที่ความเจ็บป่วยจะไม่เบียดเบียนก็มีสูงกว่าคนที่ไม่เคยใส่ใจ และการรักษาสุขภาพก็มีหลายวิธี เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารถูกสุขอนามัย มีวินัยหรือรู้จักประมาณในการบริโภค ไม่เห็นแก่ปากท้อง พักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวัน อยู่ในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ คอยระวังรักษาใจไม่ให้เครียด เป็นต้น

แต่มีวิธีหนึ่งที่ไม่ต้องลงทุนอะไร ขอเพียงมี “ศรัทธา” และ “ฉันทะ” พอใจใคร่จะทำจริงๆ วิธีนี้ก็จะเกิดคุณค่ามหาศาล ได้ทั้งบุญกุศลและการมีสุขภาพที่ดีอีกด้วย วิธีที่ว่าคือ “การสวดมนต์” ที่ไม่ต้องลงแรงไปที่วัด เพราะจะสวดที่ไหนก็สามารถทำได้อย่างเต็มที่ เพียงทุกคนไม่คิดว่าการสวดมนต์คือยาขมที่ยากแก่การกลืนเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

สวดเร็วๆ สลายความเครียด

ปกติแล้วการสวดมนต์จริงๆ จะอยู่ที่การทำจิตใจให้เกิด “ปีติ” อิ่มเอิบใจ มิใช่อยู่ที่การสวดช้าหรือเร็ว แต่ขึ้นอยู่กับการทำจิตของเราในขณะนั้นให้เกิดปีติว่า ดีใจหนอ เป็นสุขหนอ ขณะนี้เรากำลังฟังธรรม กำลังปฏิบัติธรรม กำลังเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เราได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว พยายามทำใจให้เกิดปีติให้ได้ ถ้าใครสวดมนต์แล้วทำจิตให้เป็นอย่างนี้เนืองๆ ก็จะมีรังสีหรือวรรณะผุดผ่อง

แต่การสวดเพื่อสุขภาพบำบัดความเครียด ควรเพิ่มจังหวะให้เร็วกว่าการสวดทั่วๆ ไป ทั้งนี้เพื่อจะได้ช่วยสลายพลังสีเทา หรือขจัดสิ่งที่เป็นมลทินคือกิเลสที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองออกจากใจ

อาจารย์สิงห์ทน นราสโภ วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน เป็นพระที่มีชื่อเสียงในการนำเอาการสวดมนต์มาเป็นเครื่องบำบัดโรคและสลายความเครียดที่ประสบผลสำเร็จมาแล้วมากมาย บอกว่า ปกติคนเรา รังสีจะเป็นรังสีเจ็ด หรือที่เรียกว่าสีรุ้ง โดยสีม่วงจะอยู่ที่กระหม่อม สีน้ำเงินอยู่ที่หน้าผาก สีฟ้าอยู่ที่คอ สีเขียวอยู่ที่หัวใจ สีเหลืองอยู่ที่ลิ้นปี่ สีส้มอยู่ที่สะดือ สีแดงอยู่ที่ก้นกบ คนเราเมื่อมีความเครียด รังสีจะกลายเป็นสีเทาก่อน และเป็นเหตุให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมา

“ถ้าความเครียดรุนแรงหรือถึงจุดระเบิดขึ้น รังสีก็จะเป็นสีดำ เรียกว่าถึงกับต้องล้มหมอนนอนเสื่อ ซึ่งคนที่มีรังสีสีดำ ตัวจะหนักมาก และช่วยตัวเองไม่ได้ ดังนั้น การสวดมนต์เพื่อสุขภาพ จึงควรสวดเร็วๆ เพื่อที่จะให้เกิดเป็นพลังสั่นสะเทือนขจัดสิ่งที่ไม่ดี เช่น ความเครียดออกไป ใครที่รู้สึกว่ามันชักจะเกิดความกังวลหรือเครียด เมื่อสวดมนต์ควรสวดเร็วๆ จะได้ช่วยสลายพลังสีเทาให้หมดไป”

ส่วนการสวดช้านั้น ก็เป็นผลดีสำหรับบางคนที่ต้องการนำธรรมะมาสาธยายให้เข้าใจ หรือบางคนเริ่มต้นยังไม่คล่องก็ต้องสวดช้า บางท่านต้องการฟังธรรมให้เป็นการซาบซึ้งก็อาจจะช้าบ้าง ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร แต่ที่สำคัญที่สุด คือ ต้องทำจิตของเราให้เกิดปีติอยู่เสมอจะได้ช่วยให้เกิดพลังในการสวดมนต์

วรรณะผ่องใสด้วยการสวดประจำ

อาจารย์สิงห์ทน เล่าว่า มีคนจีนคนหนึ่งเป็นนักสังเกตการณ์ แต่ก่อนเป็นไกด์นำเที่ยว ปัจจุบันทำงานด้านท่องเที่ยวของรัฐบาล ไปมาหลายประเทศแล้ว เล่าว่า เห็นชาวตะวันตกหรือตะวันออก สังเกตแววตาก็รู้ว่าใครจนใครรวย ใครสุข ใครทุกข์ ดูที่แววตารู้ทันที แต่ไปสังเกตคนทิเบตแล้วกลับแยกไม่ออกว่า เป็นคนจนหรือคนรวย เพราะหน้าตาของคนทิเบตนั้นบ่งบอกถึงความสุขอยู่ตลอด

เมื่อดูพฤติกรรมของชาวทิเบต จะได้คำตอบที่พวกเขาเป็นเช่นนี้ เพราะสวดมนต์ตลอด และทำเป็นชีวิตจิตใจ บางทีก็พึมพำด้วยใช้เสียง บางทีก็ไม่มีเสียง บางทีก็ใช้อุปกรณ์เคาะแกว่งไปมา ถึงแม้พวกเขาจะไม่มีประเทศเป็นของตนเอง แต่ก็เป็นคนที่มีความสุขมาก เพราะว่าเขามีสิ่งที่เป็นที่พึ่งชีวิตนี่เอง และหากคนเราปฏิบัติได้อย่างนี้ตลอด ปฏิบัติประจำ ก็จะทำให้เป็นคนที่มีความสุข มีหน้าตาแจ่มใส ร่าเริง มีผิวพรรณดี ไม่เศร้าหมองหดหู่ใจ

คุยกับโรคด้วยเมตตา

คนเราเมื่อรู้ว่าตนเองป่วยเป็นโรคร้าย ก็ต้องเป็นคนที่มีสติและมีความเข้มแข็งตลอด ต้องไม่ปล่อยให้จิตตก จนเกิดอาการกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เครียด หดหู่ใจ เพราะการทำอย่างนั้นจะเปิดโอกาสให้โรคเข้าคุกคามเราหนักขึ้น และเราก็อ่อนกำลังตามลำดับ เพราะฉะนั้น เราจะต้องเข้มแข็งและรู้เท่าทันโรคว่า คนเราทุกคนเกิดมาแล้วล้วนมีโรคภัยเบียดเบียนเป็นธรรมดาของชีวิต ไม่ว่าคนไม่ว่าสัตว์ แต่สิ่งที่ควรปฏิบัติต่อโรคร้ายอย่างมีสติก็คือ พูดคุยกับโรคด้วยเมตตา

อาจารย์สิงห์ทน เล่าว่า ชายคนหนึ่งเมื่อรู้ว่าตนเองเป็นมะเร็ง กลับมาบ้านแล้วก็มาคุยกับมะเร็งว่า เออ ฉันรู้แล้วนะว่าแกจะทำให้ฉันตาย ถ้าฉันตายแกก็ตายด้วย เราตายด้วยกันนะ ต่อไปนี้ฉันจะไม่ทานอาหาร ใครอยู่ได้ก็อยู่ไป แต่ชายผู้นี้ก็รู้ว่า ในคนเรานี้มีน้ำ 70-90% และน้ำจะอธิษฐานให้เป็นอะไรได้ทั้งหมด จะอธิษฐานให้เป็นข้าว ยา ก็ได้ ก่อนจะดื่มน้ำก็สวดมนต์แล้วอธิษฐานขอให้เป็นอาหารและเป็นยา 30 วันอยู่ได้ไม่ตาย เพิ่มให้อีก 10 วันก็ยังอยู่ได้ ไม่ตาย เพิ่ม 5 วันก็อยู่ได้ ในที่สุด เอ๊ะ มันเป็นยังไง หมอบอกว่าตายแน่ ไม่เกิน 1 เดือน แต่นี่ 45 วันแล้ว ก็เลยไปตรวจ ผลเลือดก็ปรากฏเลือดเป็นปกติ ไปเอกซเรย์ดูไม่มีแล้ว เพื่อให้แน่ใจไปสแกนดู ปรากฏมะเร็งฝ่อตาย เป็นเรื่องอัศจรรย์มาก

เพราะฉะนั้น เมื่อเราถูกโรคเบียดเบียน ก็ให้คุยกับโรคที่เบียดเบียนเรา คุยกับโรคด้วยเมตตา แล้วเราจะไม่เครียด เมื่อไม่เครียด เราก็จะมีปีติทุกขณะจิต

สวดมนต์บำบัด (ทุก) โรค

ใครจะเชื่อว่าผลของการสวดมนต์จะทำให้คนป่วยเป็นโรคร้ายที่ไปโรงพยาบาลให้หมอรักษาจนสุดความสามารถแล้ว และคำตอบที่ได้ยินจากปากหมอต่อมาว่า คุณคงไม่รอดใน 1 เดือน 3 เดือน หรือ 7 วัน หรือรอวันตายอย่างเดียว แต่หลายรายที่คุณหมอเห็นแล้วก็ต้องแปลกใจปนอัศจรรย์ว่า รอดมาได้อย่างไร !!

อาจารย์สิงห์ทนแนะนำการสวดมนต์ที่ช่วยบำบัดรักษาโรคที่ได้ผลมามากว่า การสวดมนต์จะสยบโรค หรือสลายโรคได้ผล ต้องสวดให้มีเสียง 7 เสียงเป็นอย่างน้อย ผสมผสานกันไปคละกันไปคล้ายกับการร้องเพลง แต่มิใช่การร้องเพลง ขณะสวดต้องทำจิตให้เกิดปีติและต้องทำเสียงให้ไม่ต่ำกว่า 7 เสียง เมื่อปีติเกิดขึ้นมา

“อาจารย์แนบ โสตถิพันธุ์ ศิลปินแห่งชาติ เก่งในเรื่องดนตรี ท่านไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นมะเร็ง ค่ามะเร็งของท่าน 40 พอไปปฏิบัติตามที่แนะนำ ลดลง 0 ทันที ส่วนคุณป้าคนหนึ่งป่วยเป็นมะเร็งที่กระเพาะอาหาร แล้วหมอก็ตัดกระเพาะ ตัดเผื่อด้วย แต่ปรากฏพอแผลจวนจะหาย ก็ยิ่งเจ็บปวดทรมาน ก็เข้าโรงพยาบาล หมอชุดเดิมก็สงสัยว่าทำดีแล้วทำไมจึงมีอาการอีก ก็เลยเปิดแผลดู ปรากฏมะเร็งมันลามใหญ่ หมอซุบซิบไม่ต้องทำอะไรแล้ว ปิดแผลเลย คนไข้อยู่ได้ไม่เกิน 7 วันก็ตายแล้ว”
อาจารย์เล่าต่อว่า คุณป้าพอได้ยินว่าจะต้องตายใน 7 วัน แทนที่จะตกใจ แต่กลับดีใจที่จะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมาน และยังดีใจที่ยังเหลือเวลาอยู่ตั้ง 7 วัน จะได้ใช้เวลาที่เหลือ สวดมนต์ภาวนา เพื่อไปเกิดบนสวรรค์ ก็สวดเฉพาะบทนะโม ตัสสะ ภะคะวะโต พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ เท่านั้น ปรากฏ 7 วันผ่านไปก็ยังอยู่ 15 วันก็ยังอยู่ไม่ตาย

เลือกบทสวดที่คล่องปาก

เกี่ยวกับบทสวด จะต้องเลือกบทที่ตนสวดได้คล่องปาก ไม่จำเป็นต้องยาวมาก เป็นบทสวดสั้นๆ ก็ได้ เช่น จะใช้บทนมัสการพระรัตนตรัย “นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ” บทสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย “อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ฯลฯ” หรือคาถาต่างๆ เช่น คาถาชินบัญชร คาถาบูชาพระประจำวันเกิด ก็ได้ทั้งนั้น ขอเพียงก่อนสวดจะต้องทำจิตให้เกิดปีติ เป็นสุขกับการสวดมนต์ในทุกครั้ง

 

12 กุมภาพันธ์ 2551
 
     
 
 
Faahsai.com
School of language and airline business "We Fulfill Your Dream"
สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย @2006 ฟ้าใส : โรงเรียนภาษาและธุรกิจการบิน